โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

มิถุนายน 28, 2007

สถิติจำนวนผู้เข้ารับการอบรม และผู้เข้ารับอิสลามเดือนเมษายน 2550

Filed under: สถิติผู้เข้าอบรม — muallafsuntichon @ 1:09 am
สถิติเดือนเมษายน 2550 ชาย หญิง รวม
ผู้เข้ารับการอบรม 18 33 51
ผู้เข้ารับนับถืออิสลาม 2 3 5

สถิติจำนวนผู้เข้ารับการอบรม และผู้เข้ารับอิสลามเดือนมีนาคม 2550

Filed under: สถิติผู้เข้าอบรม — muallafsuntichon @ 1:09 am

สถิติเดือนมีนาคม 2550 ชาย หญิง รวม
ผู้เข้ารับการอบรม 18 48 66
ผู้เข้ารับนับถืออิสลาม 6 6 12

 

พฤษภาคม 28, 2007

อิสลาโมโฟเบีย มายาอคติต่ออิสลาม

Filed under: บทความศาสนา — muallafsuntichon @ 3:03 pm

 

การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรมุสลิมในประเทศต่างๆของยุโรปไม่ว่าจะโดยการอพยพเข้าเมืองหรือโดยการเกิดกำลังเป็นปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่งของรัฐบาลและชุมชนในยุโรปไม่ต่างไปจากที่รัฐบาลสหรัฐและชาวอเมริกันกำลังกังวลต่อการอพยพเข้าเมืองของชาวเม็กซิกันทั้งนี้เพราะชาวอเมริกันมองว่าพวกผู้อพยพเหล่านี้ได้เข้ามาแย่งงานในประเทศของตนและเกรงว่าคนเหล่านี้จะเป็นที่มาของอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้รัฐบาลและชุมชนชาวตะวันตกหวั่นวิตกมากไปกว่านั้นก็คือการตื่นตัวของชาวมุสลิมที่กำลังหันกลับมาสู่การดำเนินชีวิตตามวิถีอิสลามกันมากขึ้น ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือการแต่งกายของผู้หญิงมุสลิมที่ปกปิดร่างกายมิดชิดมากขึ้นในขณะที่ผู้หญิงในสังคมตะวันตกกลับแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างมากขึ้น

หลังเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ภาพเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ที่ถูกนำมาออกมาแพร่ไปทั่วโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยสื่อโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ซีเอ็นเอ็น และบีบีซีประกอบการตั้งศาลเตี้ยพิพากษาโดยไม่มีการไต่สวนว่าอุซามะฮฺ บินลาดินเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังทำให้ชาวตะวันตกโดยเฉพาะในยุโรปเกิดโรคอิสลาโมโฟเบีย(Islamophobia)ขึ้นมา

โฟเบีย แปลว่ากลัว คำว่า “ไฮโดรโฟเบีย” (Hydrophobia) แปลว่า “โรคกลัวน้ำ” ซึ่งเป็นศัพท์ทางวิชาการของโรคสุนัขบ้าที่กลัวน้ำ โรคนี้เกิดขึ้นกับสุนัขและมีตัวเชื้อโรคเป็นสาเหตุ แต่โรคอิสลาโมโฟเบียเป็นโรคทางจิตประสาทซึ่งไม่มีเชื้อโรค แต่โรคนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นกระบวนการตั้งแต่ก่อนหน้าเหตุการณ์ช็อคโลก 11 กันยายน ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยจงใจฉายภาพให้คนทั่วโลกเห็นว่ามุสลิมชาวอาหรับเป็นพวกผู้ก่อการร้ายเป็นการปูทางไว้ก่อน ภาพเหตุการณ์ถล่มตึกเวร์ลเทรดเป็นแค่เพียงการปล่อยเชื้อความหวาดกลัวและความเกลียดชังมุสลิมและอิสลามให้รุนแรงทั่วโลกมากขึ้นเท่านั้นเอง

แผนการดังกล่าวดูเหมือนว่าได้ผลอย่างกว้างขวาง เพราะหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ชาวมุสลิมโดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางถูกมองด้วยความหวาดระแวงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย อิสลามได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นลัทธิก่อการร้าย มัสญิดหลายแห่งถูกโจมตี องค์กรมุสลิมหลายแห่งถูกบุกตรวจค้น เงินกองทุนการกุศลของมุสลิมหลายแห่งถูกอายัด สตรีมุสลิมที่แต่งกายตามหลักศาสนาถูกข่มขู่คุกคามและต่อต้าน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กลับทำให้คนในสหรัฐและยุโรปจำนวนไม่น้อยเกิดความสงสัยและหันมาให้ความสนใจศึกษาอิสลามกันมากขึ้น ร้านหนังสือหลายแห่งไม่เพียงแต่ต้องนำหนังสืออิสลามเก่าๆออกมาขายเท่านั้น แต่ยังต้องพิมพ์เพิ่มอีกมากมาย ภาษาอาหรับกลับกลายเป็นภาษาที่หลายคนสนใจจนต้องลงทะเบียนเข้าคิวรอเรียนและชาวตะวันตกอีกจำนวนมากมายได้เข้ารับอิสลาม

การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและการตื่นตัวทางศาสนาของชาวมุสลิมนี้เองที่ทำให้ประเทศตะวันตกเกิดความกังวลเพราะเกรงว่า“การปะทะกันทางอารยธรรม”จะเกิดขึ้นในประเทศของตนซึ่งจะสร้างความเสียหายขึ้นในภายหลัง ดังนั้น นักวิชาการโดยเฉพาะนักสังคมวิทยาจึงได้พยายามศึกษาชุมชนมุสลิมตามประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อทำความเข้าใจในการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์

ประเทศไทยซึ่งมีประชากรมุสลิมอยู่ไม่น้อยก็เป็นประเทศหนึ่งที่นักวิชาการตะวันตกให้ความสนใจมาศึกษา เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนเองได้มีโอกาสต้อนรับกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากนอร์เวย์ซึ่งสนใจในปรากฏการณ์การตื่นตัวของมุสลิมในยุโรปและในที่ต่างๆ

ในการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์ผู้นำคณะได้ถามว่า ปัจจุบัน ประเทศที่เจริญก้าวหน้าได้เปลี่ยนสภาพของตัวเองเป็นประเทศวัตถุนิยมปฏิเสธศาสนากันหมดแล้ว แต่อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้มุสลิมหันกลับเข้าสู่ศาสนา

ศาสตราจารย์ผู้ถามใช้คำว่า Secularisation ซึ่งหมายถึงการมุ่งแต่วัตถุโดยไม่สนใจหรือเกี่ยวข้องกับศาสนา ความจริงแล้ว คำนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายโปรเตสแตนท์มีปฏิกิริยาต่อต้านคริสตจักรแคธอลิกและแยกตัวออกมาตั้งคริสตจักรของตนเอง

ผมได้แสดงความเห็นไปว่าในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตของมนุษย์ประกอบไปด้วยร่างกายและวิญญาณ ชีวิตมนุษย์จะสมบูรณ์และมีความสุขก็ต่อเมื่อร่างกายและวิญญาณเกิดความสมดุลกันพอดี ไม่หนักไปด้านหนึ่งด้านใด ในอดีต ก่อนที่โลกจะมีกฎหมายและวิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้า ศาสนาต่างหากที่ทำหน้าที่สร้างสมดุลให้แก่ชีวิตมนุษย์ บุคคลที่ดำเนินชีวิตตามคำสอนของศาสนาจึงมักไม่มีความว้าวุ่นและสังคมที่วางพื้นฐานอยู่บนหลักการศาสนาจึงไม่ค่อยมีความวุ่นวาย แต่เมื่อมนุษย์และสังคมละทิ้งศาสนา โลกนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากป่าช้าแตกที่ภูตผีปีศาจออกมาอาละวาดและครองเมืองแทนคนดีมีความสามารถ

เมื่อใดก็ตามที่โมเมนตัมหรือลูกตุ้มของชีวิตแกว่งไปทางด้านวัตถุอย่างเดียว มนุษย์ก็จะหลงใหลไขว่คว้าหาวัตถุสนองความต้องการของเนื้อหนังร่างกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ความยุติธรรมและความสงบที่วิญญาณต้องการเช่นกัน ความเสื่อมทางศีลธรรมเป็นสิ่งที่สามัญสำนึกมนุษย์ยอมรับไม่ได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นพระ เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดแล้ว มนุษย์จึงมีความรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา

แน่นอน ถ้ามนุษย์ต้องการความสงบทางด้านวิญญาณ มนุษย์อาจจะหนีออกจากความฟอนเฟะเละเทะทางโลกวัตถุไปดำเนินชีวิตแบบนักพรตหรือฤษีชีไพรหรือไม่ก็ใช้ชีวิตแบบนักบวช แต่มนุษย์มิสามารถใช้ชีวิตแบบนักบวชหรือฤษีชีไพรได้หมด ดังนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งก็ต้องหันมาเรียกร้องความเป็นธรรมและต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม นี่คือที่มาของการเกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ การต่อสู้ของสองลัทธิในศตวรรษที่แล้วได้ทำให้ผู้คนต้องล้มตายนับสิบนับร้อยล้านคนจนในที่สุดลัทธิคอมมิวนิสต์ต้องพ่ายแพ้และกลายเป็นประวัติศาสตร์ไป

ปัจจุบัน โลกเหลือลัทธิใหญ่อยู่เพียงลัทธิเดียวคือลัทธิทุนนิยมที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำและคนทั่วโลกต่างพากันคิดว่าโลกนี้คงจะไม่มีลัทธิอะไรเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตหรือระเบียบของสังคมแล้วนอกไปจากลัทธิทุนนิยม

แต่ชาวมุสลิมทั่วโลกมิได้เห็นเช่นนั้น เพราะชาวมุสลิมทั่วโลกมีมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง พวกเขาเริ่มกลับมามองประวัติศาสตร์ของตัวเองว่าครั้งหนึ่งอิสลามได้เป็นระบอบการดำเนินชีวิตของประชาคมโลกที่สามารถสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตได้ และเคยรุ่งเรืองมาแล้วในอดีต แต่เพราะความฟอนเฟะเลเทะของผู้ปกครองรัฐอิสลามที่อิสตันบูล ระบอบอิสลามจึงได้ถูกทำลายลงไปโดยแผนการของชาวตะวันตก ความต้องการที่จะกลับไปสู่วิถีอิสลามจึงเริ่มขึ้นตามชุมชนและประเทศมุสลิมต่างๆ

หลังจากการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของการปฏิวัติครั้งนั้นและท่าทีต่อต้านมหาอำนาจสหรัฐได้เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนหนุ่มสาวมุสลิมทั่วโลกเริ่มหันกลับมาสู่อิสลามด้วยความกระตือรือร้น นักศึกษาหญิงมุสลิมในมหาวิทยาลัยต่างๆได้แสดงอัตลักษณ์ของตนออกมาให้เห็นด้วยการแต่งกายปกปิดมิดชิดตามหลักการอิสลามกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ศาสตราจารย์ผู้นำคณะก็ยอมรับเพราะตนเองเคยเดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ผมทิ้งท้ายการพูดคุยกันในครั้งนั้นว่าถึงแม้ประเทศไทยจะก้าวหน้าสู้ชาติตะวันตกไม่ได้ แต่ประเทศไทยก็ให้สิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจแก่ทุกศาสนิก เคารพในสิทธิมนุษยชน อีกทั้งพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวก็เป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ทุกศาสนิกจึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ผมรู้สึกอดประหลาดใจไม่ได้ว่าทำไมชาติตะวันตกอย่างฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นกำเนิดประชาธิปไตยและเสรีนิยมจึงต่อต้านมุสลิมที่ต้องการจะดำเนินชีวิตตามความศรัทธาและศาสนาของตน ?

ถ้าหลุยส์ ปาสเตอร์ยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าท่านจะสามารถคิดค้นเซรุ่มป้องกันโรคอิสลาโมโฟเบียให้คนฝรั่งเศสและชาวโลกได้ไหม

โดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน

พฤษภาคม 10, 2007

ประมวลภาพกิจกรรมค่ายครั้งที่ 1/2550 หาดเจ้าสำราญ เพชรบุรี

Filed under: กิจกรรม — muallafsuntichon @ 9:48 am

 


เมษายน 17, 2007

ฟังคลิปเสียงการเสวนาครั้งที่ 1/2550(8 เมษายน 2550)

Filed under: กิจกรรม — muallafsuntichon @ 5:14 am

voice 

 

 

  กด เครื่องเล่นเสียงเพื่อฟังคลิปเสียง

 

 

ตอบเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่ทุกท่านอยากรู้ และต้องการค้นหาคำตอบ

เมษายน 11, 2007

ถึงร้อยพันศาสดา ก็ศาสนาเดียวกัน

Filed under: บทความศาสนา — muallafsuntichon @ 4:40 pm

 ถึงร้อยพันศาสดา ก็ศาสนาเดียวกัน

อาจารย์บรรจง บินกาซัน

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยนบีมุฮัมมัดเพราะเห็นว่าลัทธิ นิกายและศาสนาอื่นๆมักจะใช้ชื่อศาสดาเป็นชื่อของลัทธิหรือศาสนานั้นๆ ด้วยความเข้าใจเช่นนี้

นักบูรพคดีชาวตะวันตกบางคนจึงพยายามเรียกอิสลามว่า“ศาสนามุฮัมมัด”(Mohammedanism)

จะด้วยเจตนาอะไรแฝงเร้นหรือไม่เจตนาก็ตาม การเรียกชื่อเช่นนี้ทำให้คนเข้าใจว่านบีมุฮัมมัดเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลามขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีหลักฐานตรงไหนในคัมภีร์กุรอานที่นบีมุฮัมมัดอ้างว่าท่านเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาของท่านขึ้นมาเอง หากแต่ท่านได้ยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าหลักธรรมคำสอนต่างๆที่ท่านนำมานั้นล้วนมาจากพระเจ้า(ซึ่งในภาษาอาหรับเรียกว่า “อัลลอฮฺ” ) และหลักธรรมที่ท่านนำมาสอนนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากหลักธรรมคำสอนของศาสดาก่อนๆนำมาไม่ว่าจะเป็นนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) มูซา(โมเสส) หรือนบีอีซา(พระเยซู) เพราะนบีเหล่านี้นำหลักธรรมคำสอนมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน คำสอนของนบีเหล่านี้จึงไม่มีอะไรขัดแย้งกัน แต่เนื่องจากคำสอนที่นบีเหล่านี้นำมาได้ถูกผู้คนหลงลืมไปและบันทึกคำสอนของนบีเหล่านั้นได้สูญหายหรือถูกทำลายหรือไม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปตามกาลเวลาจนหลักคำสอนดั้งเดิมได้ลางเลือนและสูญหายไป พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ส่งคัมภีร์กุรอานมาเป็นหลักฐานยืนยันคำสอนของนบีคนก่อนๆและเพื่อเป็นสิ่งแยกแยะว่าอะไรเป็นเรื่องเท็จที่กุขึ้นมา นอกจากนี้แล้ว พระองค์ยังได้แต่งตั้งให้นบีมุฮัมมัดเป็นผู้ให้คำอธิบายหลักธรรมคำสอนในคัมภีร์กุรอานทั้งโดยคำพูดและการปฏิบัติด้วย

สาระสำคัญของคำสอนที่นบีต่างๆนำมาก็คือพระเจ้ามีองค์เดียว และพระเจ้าองค์เดียวกันนี้คือพระเจ้าที่มนุษย์จะต้องเคารพสักการะ เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม วิงวอน บนบานและอธิษฐาน ใครก็ตามที่ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวและปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาที่พระเจ้าแต่งตั้งในสมัยของตน คนผู้นั้นก็เป็น “ผู้นอบน้อมยอมตนต่อพระเจ้า” ซึ่งในภาษาอาหรับเรียกว่า “มุสลิม”

ดังนั้น มุสลิมจึงมิใช่เพิ่งจะเริ่มมีในสมัยของนบีมุฮัมมัด หากแต่มีมาตั้งแต่โลกเริ่มมีมนุษย์คนแรกแล้ว นั่นคืออาดัม หลังจากสมัยของอาดัม ลูกหลานของอาดัมได้หลงผิดหันไปยึดเจว็ดบูชาต่างๆมาเป็นพระเจ้าและเคารพสักการะสิ่งเหล่านั้นแทนพระเจ้าที่แท้จริง พระองค์จึงได้ให้โนอาห์มาตักเตือนผู้คนเหล่านั้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่ปฏิเสธและเย้ยหยันคำตักเตือนของท่าน ในที่สุด โนอาห์ก็ได้วิงวอนขอให้พระเจ้าลงโทษผู้ปฏิเสธพระองค์ เหตุการณ์น้ำท่วมโลกจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นการทำลายล้างผู้ปฏิเสธพระเจ้า เรื่องราวนี้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอานด้วยรายละเอียดที่ต่างกัน

นบีอิบรอฮีม(อับราฮัม) บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกลูกหลานอิสราเอลและชาวอาหรับได้ถูกพระผู้เป็นเจ้าสั่งว่า “จงนอบน้อมยอมตน” ท่านก็ตอบรับทันทีว่า “ฉันนอบน้อมยอมตนต่อพระองค์แล้ว”

ในทำนองเดียวกัน นบีอิบรอฮีมก็สั่งสอนลูกๆให้ปฏิบัติตามแนวทางเดียวกับท่าน ยาโกบ(หรือยะกู๊บผู้ได้ฉายาว่าอิสราเอล)หลานของนบีอิบรฮีมก็ได้สั่งลูกๆของตนว่า “ลูกๆเอ๋ย อัลลอฮฺได้ทรงเลือกแนวทางแห่งชีวิตนี้สำหรับเจ้าแล้ว ดังนั้น จงดำรงความเป็นมุสลิมไว้จนกว่าพวกเจ้าจะตาย”

เมื่อตอนที่ยะกู๊บจะเสียชีวิต ท่านได้ถามลูกๆว่า “หลังจากฉันแล้ว พวกเจ้าจะเคารพภักดีผู้ใด ?” ลูกๆของท่านกล่าวว่า “เราจะเคารพภักดีพระเจ้าที่พ่อและบรรพบุรุษของพ่อ นั่นคืออิบรอฮีม อิสมาอีล(อิชมาเอล)และอิสฮาก(อิสอัค)ยอมรับว่าเป็นพระเจ้าของพวกเขาและเราเป็นมุสลิม” (กุรอาน 2:131-133)

คัมภีร์กุรอานยืนยันว่านบีอิบรอฮีมมิได้เป็นยิวและมิได้เป็นคริสเตียน แต่ท่านเป็นมุสลิม เพราะชาวยิวนับถือคัมภีร์โตราห์และชาวคริสเตียนนับถือคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มาทีหลังสมัยของนบีอิบรอฮีมหลายร้อยปี (กุรอาน 3:67)

ยูซุฟหรือโยเซฟลูกชายคนหนึ่งของยะกู๊บก็วิงวอนต่อพระเจ้าว่า “ขอได้โปรดให้ฉันตายในฐานะเป็นมุสลิมและได้โปรดรวมฉันไว้กับผู้มีคุณธรรมความดีที่สุดด้วยเถิด” (กุรอาน 12:101)

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะพบคำสอนบางอย่างที่คล้ายกันในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอาน เช่น

นบีมุฮัมมัดสั่งผู้ชายมุสลิมให้เข้าสุนัต(ขลิบหนังปลายอวัยวะเพศ) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเจริญรอยตามนบีคนก่อนๆ คัมภีร์ไบเบิลก็มีคำสั่งเรื่องนี้ไว้เช่นกัน

“นี่เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเจ้าจะต้องรักษาระหว่างเรากับเจ้าและเชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา คือผู้ชายทุกคนจะต้องเข้าสุนัต เจ้าจงเข้าสุนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาติของเจ้า นี่จะเป็นหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า” (ปฐมกาล 17:10-11)

ทั้งยอห์นแบพติสต์และพระเยซูก็เข้าสุนัต (ลูกา 1:59 และ 2:21)

คัมภีร์กุรอานห้ามเรื่องดอกเบี้ย ในคัมภีร์ไบเบิลก็มีคำสั่งห้ามเช่นกันดังนี้

“อย่าเอาดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มอะไรจากเขา แต่จงยำเกรงพระเจ้าเพื่อว่าพี่น้องเจ้าจะอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าได้ เจ้าอย่าให้เขายืมเงินด้วยคิดดอกเบี้ย” (เลวีนิติ 25:36-37)

คัมภีร์กุรอานประณามพฤติกรรมรักร่วมเพศอย่างรุนแรงว่าเป็นความชั่วที่แม้แต่สัตว์เองก็ไม่ทำและยังได้เล่าเรื่องราวที่พระเจ้าลงโทษชาวเมืองโซดอมด้วยการทำลายเมืองนี้จนจมธรณีไปเพราะสาเหตุที่ชาวเมืองนี้ชอบมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ คัมภีร์ไบเบิลก็เล่าเรื่องราวดังกล่าวนี้ไว้เช่นกัน

“แล้วพระเจ้าทรงให้กำมะถันและไฟจากพระเจ้าตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และพระองค์ทรงขยี้เมืองเหล่านั้น ลุ่มน้ำทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชต่างๆ” (ปฐมกาล 19:24-25)

แต่ทว่าในปัจจุบัน ชาติคริสเตียนบางชาติในยุโรปและรัฐบางรัฐในสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้มีการแต่งงานกันในเพศเดียวกัน

คัมภีร์กุรอานสั่งห้ามการบูชาสักการะเจว็ดรูปปั้นต่างๆ คัมภีร์ไบเบิลก็สั่งห้ามเช่นกัน

“อย่าทำรูปเคารพสำหรับตนเป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่อยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า” (อพยพ 20:4-5)

“พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “ ไอ้ซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่านและปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว…” (มัทธิว 4:10)

นบีมุฮัมมัดสอนให้มุสลิมทักทายกันด้วยคำว่า “อัสสะลามุอะลัยกุม” (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)

คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า : พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา ตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” ตรงกับภาษาอาหรับว่า “อัสสะลามุอะลัยกุม” (ยอห์น 20:26)

การกินเนื้อหมูไม่เพียงแต่จะถูกสั่งห้ามในคัมภีร์กุรอานเท่านั้น แม้แต่คัมภีร์ไบเบิลก็สั่งห้ามด้วย

“….หมู เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่าแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า อย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลยและเจ้าอย่าแตะต้องซากของมัน มันเป็นมลทินแก่เจ้า” (เลวีนิติ 11:7-8)

นบีมุฮัมมัดถือศีลอดตามคำสั่งของพระเจ้า พระเยซูก็ถือศีลอดเช่นกัน

“และพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร” (มัทธิว 4:2)

จะเห็นได้ว่าหลักความเชื่อและคำสอนหลักๆของพระเจ้าที่ศาสดาทั้งหลายนำมานั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เพราะมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน คำสอนของศาสนาจึงมิใช่ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์แตกแยกหรือขัดแย้งกัน การออกจากหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างหากที่ทำให้มนุษย์แตกต่าง แตกแยกและขัดแย้งกัน

มีนาคม 25, 2007

สารสัมพันธ์ ฉบับที่ 43 ประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2550 ออกแล้ว

Filed under: ข่าวประชาสัมพันธ์ — muallafsuntichon @ 4:43 pm

สมาชิกสารสัมพันธ์ ทุกท่านเตรียมรอรับได้เร็วๆนี้

book01

มีนาคม 15, 2007

สถิติจำนวนผู้เข้ารับการอบรม และผู้เข้ารับอิสลามเดือนกุมภาพันธ์ 2550

Filed under: สถิติผู้เข้าอบรม — muallafsuntichon @ 4:41 am
สถิติเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ชาย หญิง รวม
ผู้เข้ารับการอบรม 21 45 66
ผู้เข้ารับนับถืออิสลาม 5 10 15

สถิติจำนวนผู้เข้ารับการอบรม และผู้เข้ารับอิสลามเดือนมกราคม 2550

Filed under: สถิติผู้เข้าอบรม — muallafsuntichon @ 4:34 am

สถิติเดือนมกราคม 2550

ชาย หญิง รวม
ผู้เข้ารับการอบรม 24 47 71
ผู้เข้ารับนับถืออิสลาม 3 11 14

กุมภาพันธ์ 21, 2007

งานมอบใบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการอบรมอิสลามขั้นพื้นฐาน 2549

Filed under: กิจกรรม — muallafsuntichon @ 4:57 am

ประมวลภาพในวันงาน

มภ??ใบประกาศ2549

ชมคลิปบรรยากาศในวันงานมอบใบประกาศนียบัตร

ความยาว 15 นาที

The Silver is the New Black Theme บลอกที่ WordPress.com .

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.